Navigation

Pāḷi & the International Phonetic Alphabet, IPA

ปาฬิกับสัททอักษรสากล :
คู่มือระบบการออกเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน

โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์
โครงการพระไตรปิฎกสากล 2551





ปาฬิ และการศึกษาพระไตรปิฎกปาฬิ

1.1 ลักษณะพิเศษของปาฬิ

ปาฬิ (Pāḷi) หรือที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยพุทธกาลว่าเป็นภาษาพระธัมม์ เป็นสื่อที่ใช้บันทึกและสืบทอดเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกมานับพันๆปี และปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายในอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงลักษณะพิเศษหลายประการของสื่อปาฬิ หรือ เสียงสวดปาฬิสังวัธยายที่ใช้ในการสืบทอดทรงจำพระไตรปิฎกปาฬิในพระพุทธศาสนา เถรวาท

ตัวอย่างลักษณะพิเศษที่สำคัญอาจแบ่งเป็นสี่ประการ :

ประการ แรก ปาฬิมีเอกลักษณ์ในความเป็นเสียงธรรมชาติที่บริสุทธิ์ (สภาวนิรุตติ) เนื่องจากปาฬิกำเนิดจากอารยธรรมที่เก่าแก่ของมนุษยชาติ ซึ่งมีระบบการเปล่งเสียงที่ชัดเจนของ “ฐานกรณ์” ซึ่งหมายถึงตำแหน่งที่เกิดเสียง (หรือฐาน) ในช่องทางเดินเสียงและอวัยวะในปากโดยใช้ลิ้น (หรือกรณ์) เคลื่อนไปประชิดหรือใกล้กับฐาน ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไปในบทความนี้ เช่น ระบบการเปล่งเสียงพยัญชนะปาฬิได้มีการจัดระบบตำแหน่งที่เกิดเสียงหรือฐาน โดยเรียงเป็นวรรค (เป็นหมู่) ตามฐานเสียงจากส่วนในของช่องทางเดินเสียง (vocal tract) ออกไปเป็นลำดับจนถึงริมฝีปาก

ประการที่สอง เสียงสระปาฬิมีความโดดเด่นในการเป็นเสียงสระเดี่ยว อันเป็นเสียงพื้นฐานของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ในการออกเสียงมนุษย์ ทำให้การเปล่งเสียงมีความเรียบง่าย ซึ่งหลักการของการออกเสียงสระเดี่ยวของมนุษย์มีการอธิบายอย่างชัดเจน ในตำราสัททาวิเสสไวยากรณ์ปาฬิ ตั้งแต่เดิม การออกเสียงสระที่เรียบง่าย สามารถฟังและออกเสียงเลียนแบบได้ชัดเจน ย่อมเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สามารถสวดสังวัธยายปาฬิสืบทอดมาได้จน ถึงทุกวันนี้

ประการที่สาม ปาฬิยังเป็นภาษาที่ไม่มีวรรณยุกต์หรือไม่ใช้ระดับเสียงสูงต่ำในคำทำให้ความ หมายของคำแตกต่างกัน จึงทำให้สามารถใช้อักษรของชาติต่างๆ มาเขียนและออกเสียงได้อย่างสะดวก นอกจากนี้การที่ปาฬิไม่มีการใช้ระดับเสียงสูงต่ำในการแยกความหมายของคำ แต่ใช้เสียงระดับเดียวกัน (monotone) เป็นส่วนใหญ่ จึงเกิดความสม่ำเสมอของเสียงที่มีความไพเราะในรูปแบบหนึ่ง ทำให้การเปล่งเสียงสวดสังวัธยายปาฬิเกิดสันติบท คือ ทางแห่งความสงบ อันนำไปสู่วิมุตติรส ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดในการเข้าสู่ความเป็นภาษาพระธัมม์ของปาฬิด้วย

ประการที่สี่ ภาษาพระธัมม์ และ พระธัมมวินัย หมายถึง ปาฬิ เป็นภาษาของพระพุทธพจน์ปาฬิ ดังมีคำอธิบายในอัฏฐกถาพระไตรปิฎกปาฬิ ว่า

“...Dhammoti Pāḷi...”
“...ปาฬิ นั่นแหละคือ พระธัมม์...”

ปาฬิ หรือพระพุทธพจน์ปาฬิ เหล่านี้ ตามประเพณีเถรวาทคือคำที่อาจมีกำเนิดมาจากรากศัพท์ของภาษาท้องถิ่น เช่น ปถวี (ภาษาไทยว่า ปฐวี) ซึ่งภาษาท้องถิ่นมคธแปลว่า ดิน หากแต่เมื่อบันทึกในพระไตรปิฎกปาฬิแล้ว กลับมีคำจำกัดความในทางพระธัมม์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือสภาวะของความอ่อนและแข็ง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ปาฬิ จึงเป็นภาษาพระธัมม์ที่มีความหมายเฉพาะ และมีหลักการสืบทอดทั้งเสียง และการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีระบบ ซึ่งในการสังคายนาพระไตรปิฎกสากลระดับนานาชาติ พ.ศ. 2500 ได้แบ่งปาฬิเป็น 88 คัมภีร์ มีคำว่า “ปาฬิ” เป็นชื่อในทุกคัมภีร์ และจัดพิมพ์เป็นพระไตรปิฎก ฉบับสังคายนานานาชาติชุด 40 เล่ม ปัจจุบันได้มีการปริวรรตเป็นอักษรโรมันและจัดพิมพ์เป็นพระไตรปิฎกสากล ชุด 40 เล่ม ซึ่งจะเป็นเนื้อหาสำคัญ และในลำดับต่อไปบทความนี้ี้จะได้อธิบายระบบการออกเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกที่ บันทึกด้วยอักษรโรมัน

คำจำกัดความเหล่านี้เรียกตามศัพท์ว่า วิชชมานบัญญัติ (บัญญัติที่มีสภาวธัมม์รองรับ) คือ สติปัฏฐาน (Satipaṭṭhāna) วิปัสสนา (Vipassanā) และนิพพาน (Nibbāna) เป็นต้น ซึ่งได้มีบัญญัติไว้ในพระอภิธัมมปิฎก และได้มีการสังคายนามารับรองความถูกต้องมาเป็นลำดับ คือการตรวจชำระอักษรในพระไตรปิฎกปาฬิแล้วสวดสังวัธยายสืบทอดเสียงปาฬิที่ถูก ต้องกันมาจนถึงทุกวันนี้ การสังคายนาในภายหลังจึงเป็นการตรวจชำระทั้งในด้านการบันทึกพระไตรปิฎกปาฬิ เป็นลายลักษณ์อักษรและวิธีการออกเสียงปาฬิด้วย

นอกจากนี้ยังมีพระ วินัยที่เป็นส่วนรักษาปาฬิให้คงความบริสุทธิ์ถูกต้องจนถึงทุกวันนี้ด้วย อาทิ ในพระวินัยปิฎกได้ระบุชัดเจนว่า พระพุทธองค์โปรดให้เล่าเรียนพระพุทธพจน์ด้วยภาษาเดิม ได้แก่ภาษาท้องถิ่นของชาวเมืองมคธในสมัยนั้น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปาฬิ และเมื่อมีผู้ทูลขอให้เปลี่ยนเป็นภาษาของชนชั้นสูงของพราหมณ์ คือ ภาษาสันสกฤต ก็ได้ทรงห้ามไว้และมีบัญญัติเป็นพระวินัยมิให้พระสงฆ์เปลี่ยนพระพุทธพจน์ เป็นภาษาสันสกฤตหรือภาษาอื่นๆ ดังมีพระพุทธพจน์ว่า :

eTipiṭaka Quotation 4V:1192


(คำแปลภาษาไทย)

285. 1192 สมัยนั้น ภิกษุสองรูปเป็นพี่น้องกัน ชื่อยเมฬะและเกกุฏะ เป็นชาติพราหมณ์ พูดจาอ่อนหวาน เสียงไพเราะ เธอสองรูปนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมและนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า— “พระพุุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติต่างสกุลกัน เข้ามาบวช พวกเธอจะทำพระพุทธวจนะให้ผิดเพี้ยนจากภาษาเดิม มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต” พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า— “มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต” ดังนี้เล่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ทรงติเตียนภิกษุสองรูปนั้น... ครั้นแล้วทรงทำธัมมิกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่า— “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้เล่าเรียน พุทธวจนะตามภาษาเดิม”


ดังนั้นการใช้ภาษาอื่น ได้แก่ ภาษาสันสกฤต (ตรงกับคำ chandaso ในข้อความที่ยกมาข้างต้น) ยกขึ้นสอนหรือสวดสืบทอดแทนปาฬิ --ภาษาพระธัมม์-- ในพระไตรปิฎก จึงเป็นการไม่สมบูรณ์ตามพระวินัย รวมทั้งการออกเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกปาฬิเป็นการไม่ถูกต้อง ได้แก่ กัมมวาจาวิบัติ หมายถึงการสวดกัมมวาจาปาฬิไม่ถูกต้องตามการออกเสียงของฐานกรณ์ในการอุปสมบท จึงไม่สมบูรณ์ตามพระวินัยในพระพุทธศาสนาด้วย

ด้วยเหตุผลสำคัญต่างๆ ดังกล่าว โดยเฉพาะในประการที่สี่ ปาฬิจึงเป็นภาษาพระธัมม์ที่ใช้ในการสวดสังวัธยายสืบทอดมาอย่างเคร่งครัดใน ระบบการสังคายนา และทำให้การออกเสียงพระพุทธพจน์ปาฬิในพระไตรปิฎกจากอดีตสู่อนาคตเป็นไปอย่าง ถูกต้อง


1.2 ภาษาและสื่อของภาษา : จากเสียงพูดและตัวอักษร สู่ปาฬิและภาษาพระธัมม์

เสียงพูดเกิดจากลมหายใจออกที่ผ่านเส้นเสียงขึ้นมา แล้วใช้อวัยวะในช่องปากดัดแปลงให้เป็นเสียงต่างๆ ตามที่มนุษย์แต่ละกลุ่มใช้ในระบบภาษาของตน มนุษย์ทุกกลุ่มมีอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงเหมือนกันแต่ภาษาแตกต่างกันไป เป็นเพราะว่าอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงของมนุษย์นั้นทำให้เกิดเสียงได้มาก มาย มนุษย์กลุ่มหนึ่งๆใช้เสียงเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น เมื่อใช้เสียงที่ต่างกันภาษาก็ต่างกัน เช่น ชาวเมืองมคธในอินเดียโบราณใช้ภาษาถิ่นของเมืองมคธ ซึ่งต่อมาเป็นภาษาที่ใช้เป็นสื่อคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นต้น

ภาษา จึงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มนุษย์ใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกัน กล่าวคือ ถ่ายทอดเนื้อหาสาระหรือข้อความระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ดังนั้นสื่อโดยทั่วไปจึงมีอยู่ 2 ชนิด คือ เสียงพูดและตัวอักษร เสียงพูดเป็นสื่อในภาษาซึ่งมนุษย์ทั่วโลกใช้กัน ส่วนตัวอักษรมีมนุษย์บางกลุ่มเท่านั้นที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้ในระบบการเขียน ยังมีภาษาอีกจำนวนมากที่ใช้แต่เสียงพูดเป็นสื่อและยังไม่มีตัวอักษรใช้ เช่น ปาฬิ ไม่มีระบบการเขียนของตนเอง จึงมีการเขียนปาฬิด้วยอักษรของชาติต่างๆ เช่น พระพุทธพจน์ อักษรขอม พระพุทธพจน์ อักษรสยาม (สมัยรัชกาลที่ 5) ซึ่งปัจจุบันคือ พระพุทธพจน์ อักษรไทย พระพุทธพจน์ อักษรโรมัน ซึ่งมีตัวอย่างของการเทียบกับอักษรไทย

การสืบทอดปาฬิในภาษาพระธัมม์

การถ่ายทอดเสียงปาฬิหรือภาษาพระธัมม์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทในระยะแรกก่อนที่จะมี สื่อพระไตรปิฎกปาฬิเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นการถ่ายทอดด้วยวิธีมุขปาฐะ (การท่องจำปากต่อปาก) ต่อมาจึงมีการบันทึกเผยแผ่เป็นลายลักษณ์อักษรในประเทศต่างๆ กล่าวคือพระไตรปิฎกปาฬิได้มีการจารเป็นอักษรสิงหลลงใบลานที่ลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. 433 ถือเป็นพระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของโลก ต่อในสมัยศตวรรตที่ 18 เริ่มมีการพิมพ์ปาฬิเป็นหนังสือในทวีปยุโรป แต่การพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นชุดหนังสือสำเร็จเป็นครั้งแรก กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ปริวรรตพระไตรปิฎกปาฬิอักษรขอมใบลาน โดยเปลี่ยนเป็นอักษรสยามและได้จัดพิมพ์ ขึ้นเป็นชุด รวม 39 เล่ม

พระไตรปิฎกปาฬิอักษรสยามจึงเป็นหลักฐานทางเอกสารที่สำคัญในการสืบทอดเสียงปาฬิ ตัวอย่างที่สำคัญคือการใช้เครื่องหมาย “ยามักการ” ในการสืบทอดเสียงพิเศษในการพิมพ์พระไตรปิฎกปาฬิเป็นอักษรสยาม อันเป็นหลักการสำคัญของการพิมพ์ที่รักษาเสียงปาฬิที่สืบทอดพระพุทธพจน์ไว้ ซึ่งเป็นหลักการในการคึกษาการออกเสียงปาฬิด้วยอักษรโรมัน ซึ่งจะได้กล่าวในลำดับต่อไป


1.3 ปาฬิกับอักษรโรมัน

อักษรโรมัน (Roman alphabet) ที่ใช้เขียนภาษาละติน เป็นอักษรที่ชาวโรมันใช้เขียนภาษาละตินตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล อักษรโรมันที่ใช้เขียนภาษาละตินได้วิวัฒนาการมาจากอักษร อีทรัสกัน (Etruscan script) และอักษรกรีก (มีใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งมีรากฐานมาจากอักษรฟีนิเซียน (มีใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล) อักษรโรมันจึงนับว่าเป็นอักษรเก่าแก่และเป็นสากล ด้วยเหตุที่อักษรนี้ใช้ในระบบการเขียนแทนเสียงพูดอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก ปัจจุบัน

นอกจากนี้อักษรโรมันยังถูกนำมาปรับใช้ในการเขียนภาษา ต่างๆ ที่แยกออกมาจากภาษาละตินอีกด้วย คือ ภาษากลุ่มโรมานซ์ ซึ่งรวมภาษาฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส อิตาเลียน และยังขยายออกไปใช้กับภาษากลุ่มเยอรมันนิก ซึ่งรวมภาษาเยอรมัน อังกฤษ สวีเดน กลุ่มเคลติก และกลุ่มสลาวิกบางภาษา ในสมัยการแสวงหาอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ อักษรโรมันก็ถูกนำมาใช้เขียนภาษาพื้นเมืองในอเมริกา ภาษาพื้นเมืองในออสเตรเลีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น ภาษามาเลย์ ภาษาบาฮาซาอินโดนีเซีย ภาษาเวียดนาม เป็นต้น เพื่อให้สามารถเขียนและอ่านภาษานั้นๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ในภาษาจีน และภาษาอื่นๆ อีกมากมาย

จะเห็นได้ว่าเสียง พูดในภาษากับตัวอักษร (alphabet) ในระบบการเขียน (script) เป็นคนละเรื่องกันแต่เกี่ยวข้องกัน ในระบบการเขียนส่วนใหญ่เราใช้อักษรแทนเสียงพูด

การที่ปาฬิไม่มีระบบการเขียนของตนเอง การเผยแผ่พระไตรปิฎกปาฬิจะใช้อักษรในระบบการเขียนของภาษาต่างๆ บันทึกเนื้อหาสาระหรือข้อความที่เป็นปาฬิ รวมทั้งคัมภีร์พระไตรปิฎกปาฬิด้วย เราจึงมีพระพุทธพจน์หรือคำทรงสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคัมภีร์พระไตรปิฎกปาฬิ ซึ่งบันทึกด้วยอักษรในระบบการเขียนของภาษาต่างๆ เช่น อักษรไทยในภาษาไทย อักษรมอญในภาษาพม่า อักษรลาวในภาษาลาว อักษรเขมรในภาษาเขมร ด้วยเหตุนี้เมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าไปในยุโรปก็ได้ใช้อักษรโรมันบันทึกปาฬิ ด้วย

อักษรโรมันมีความเป็นสากล เพราะเป็นอักษรทีี่ชาวโลกรู้จักกันอย่างแพร่หลาย เห็นได้จากเมื่อมีการพิมพ์พระไตรปิฎกปาฬิเป็นอักษรสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้เทียบอักษรสยามกับอักษรโรมันด้วย เพราะในสมัยนั้นได้มีการเขียนปาฬิเป็นอักษรโรมันแล้ว ดังตัวอย่างในหน้า 8 ซึ่งโปรดสังเกตว่าการเรียงพิมพ์เสียงสระในชุดอักษรโรมันที่ใช้พิมพ์พระ ไตรปิฎกสากลในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปบ้าง


1.4 ปาฬิกับสัททอักษรสากล ( Pāḷi & International Phonetic Alphabet, IPA)

การใช้อักษรโรมันเพื่อจัดพิมพ์เสียงปาฬิในพระไตรปิฎกปาฬิทำให้เกิดความสะดวกและ ประสิทธิภาพในการพิมพ์พระไตรปิฎกในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นความพยายามในยุคแรกๆ ของการศึกษาเสียงปาฬิที่พิมพ์ด้วยอักษรโรมัน มิใช่เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมการออกเสียงของชาติต่างๆ ในทวีปยุโรปที่ใช้อักษรโรมันในภาษาของตน เช่น การเขียนปาฬิเป็นอักษรโรมันว่า me เป็นเสียงสระปาฬิว่า <เม> [meː] มิใช่ออกเสียงว่า <มี> [miː] ในภาษาอังกฤษ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้นในการออกเสียงปาฬิที่เขียนด้วยอักษรโรมันใน พระไตรปิฎก จึงมีความจำเป็นต้องใช้อักษรที่เป็นสากลและมีระบบการออกเสียงกลางที่นานา ชาติยอมรับ ได้แก่ สัททอักษรสากล มากำกับการพิมพ์เสียงปาฬิในพระไตรปิฎกปาฬิอักษรโรมัน เพื่อให้ประชาชนชาวโลกทั่วไปสามารถออกเสียงปาฬิได้ตรงกับที่สืบทอดมาในพระ ไตรปิฎก

สัททอักษรสากล (International Phonetic Alphabet : IPA) เป็นชุดตัวอักษรที่สมาคมสัทศาสตร์สากล (International Phonetic Association : IPA) กำหนดขึ้นเพื่อให้เป็นระบบสากลสำหรับใช้ในการบันทึกเสียงพูดในภาษาต่างๆ และเพื่อให้ทราบว่าเสียงแต่ละเสียงนั้นมีการออกเสียงอย่างไร ใช้อวัยวะส่วนไหนในการออกเสียง ซึ่งผู้ที่จะใช้สัททอักษรเป็นเครื่องแสดงการออกเสียง ก็จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจล่วงหน้าร่วมกันก่อนว่า สัททอักษรแต่ละรูปนั้นอธิบายถึงลักษณะการออกเสียงอย่างไร สัททอักษรสากลสำหรับพยัญชนะใช้อักษรโรมันเป็นหลัก และมีการใช้อักษรกรีกบ้าง ส่วนสัททอักษรสากลสำหรับสระใช้อักษรแทนสระมาตรฐานของ แดเนียล โจนส์ (Daniel Jones) เป็นเกณฑ์ นอกจากนั้นยังมีเครื่องหมายเสริมสัททอักษรอื่นๆ และเครื่องหมายแสดงสัททลักษณ์อื่นๆ เช่น ความยาว เสียงมีลม (ธนิต) เสียงลักษณะนาสิก เสียงเกิดที่ฟัน เสียงพยัญชนะควบกล้ำ เป็นต้น

จากหลักการของระบบสัททอักษรสากลเบื้องต้น ผู้เขียนบทความนี้จึงใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดชุดตัวสัททอักษรสำหรับพิมพ์ เสียงปาฬิขึ้นใหม่เพื่อประกอบการออกเสียงในพระไตรปิฎกปาฬิอักษรโรมัน ซึ่งได้นำไปใช้ในการถ่ายถอดเสียงอักษรโรมันในโครงการพระไตรปิฎกสากลโดยกอง ทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ เรียกชุดสัททอักษรใหม่นี้ว่า “สัททอักษรสากลปาฬิ” (International Phonetic Alphabet for Pāḷi : IPA Pāḷi)


1.5 วิธีการศึกษาข้อมูลปาฬิ และผู้ให้ข้อมูล

การวิเคราะห์ความสำคัญของปาฬิในเชิงภาษาศาสตร์ในบทความนี้ เป็นการวิเคราะห์ในบริบทของเสียงปาฬิที่เป็นพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกปาฬิใน พระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งปัจจุบันได้มีการ

จัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยอักษรโรมัน ที่ตรงตามมติที่แท้จริงของการประชุมมหาสังคายนาสากลนานาชาติ พ.ศ. 2500 ได้ร่วมกันรับรองความถูกต้อง บทความนี้จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลเสียงปาฬิในพระไตรปิฎก โดยเชื่อมโยงกับหลักการทางสัททศาสตร์และใช้สัททอักษรสากล ถ่ายถอดเสียงปาฬิเพื่อประโยชน์แก่นักวิชาการทั่วไป

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เสียงปาฬิ ได้ยึดถือตามข้อมูลเสียงที่ได้บันทึกในโครงการพระไตรปิฎกเสียงปาฬิสังวัธยาย (Pāḷi Tipiṭaka Recitation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน (World Tipiṭaka Project in Roman Script) กองทุนสนทนาธัมม์นำสุข ท่านผู้หญิง ม.ล. มณีรัตน์ บุนนาค ในพระสังฆราชูปถัมภ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  โดยมีอาจารย์ สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ. 9 ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกปาฬิ และเป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดการสวดปาฬิ เป็นต้นแบบในการบันทึกเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกปาฬิอักษรโรมันดังกล่าว


2. ประเด็นสำคัญในระบบการออกเสียงปาฬิ : ฐานกรณ์

ฐานกรณ์ คือ คำซึ่งใช้เรียกอวัยวะต่างๆ ในช่องปากที่ใช้ในการออกเสียงฐานกรณ์ประกอบด้วยฐานและกรณ์

ฐาน หมายถึง ตำแหน่งที่เกิดของเสียงซึ่งจะเป็นตำแหน่งในช่องปากที่ไม่เคลื่อนที่ในการออก เสียง ได้แก่ ริมฝีปากบน ฟันบน แนวปุ่มเหงือก หลังปุ่มเหงือก หน้าเพดานแข็ง เพดานแข็งเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และผนังคอ

กรณ์ หมายถึง อวัยวะต่างๆ ในช่องทางเดินเสียง ซึ่งเคลื่อนไปประชิดหรือใกล้กับฐานในการออกเสียงได้แก่ ริมฝีปากล่าง ปลายลิ้น ส่วนปลายลิ้น หน้าลิ้น หลังลิ้น กลางลิ้น และโคนลิ้น

ในการออกเสียงต้องใช้อวัยวะที่เป็นฐานและกรณ์คู่กันเสมอ การใช้ฐานกรณ์ต่างกันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียงแตกต่าง กันไป

ดังนั้นจากหลักการออกเสียงปาฬิของฐานและกรณ์เบื้องต้น ในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญของปาฬิในเชิงสัททศาสตร์ประการต่างๆ ต่อไปดังนี้

ระบบการออกเสียงปาฬิ:สระและพยัญชนะ โดยการนำเสนอระบบเสียงที่สืบทอดมาในคัมภีร์บริวารพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนา ถรวาท ได้แก่ สัททาวิเสสและสัททนีติสุตตมาลา โดยเปรียบเทียบกับหลักการทางภาษาศาสตร์ในปัจจุบัน

สัททอักษรสากลปาฬิ (International Phonetic Alphabet for Pāḷi : IPA Pāḷi) คือการถ่ายถอดเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกที่บันทึกด้วยอักษรโรมันโดยใช้สัททอักษร สากล (International Phonetic Alphabet : IPA)

การออกเสียงพิเศษของปาฬิ ได้แก่ การออกเสียงพยัญชนะควบกล้ำกับอัฑฒสระ และกับพยัญชนะอื่นๆ บางเสียง โดยใช้เครื่องหมายพิเศษในการพิมพ์ในการถ่ายถอดเสียงด้วยสัททอักษรสากล ได้ขอเสนอเพิ่มเครื่องหมาย[ ‿ ]เพื่อเชื่อมโยงเสียงให้ออกเสียงต่อเนื่องกันไป ซึ่งมีเสียงส่วนหนึ่งเป็นเสียงสะกดท้ายพยางค์แรกและต่อเนื่องไปเป็นเสียงอีกส่วนหนึ่งของพยางค์ถัดไป


ระบบการออกเสียงปาฬิ:สระและพยัญชนะ

หัวข้อนี้นำเสนอระบบเสียงที่สืบทอดมาในคัมภีร์บริวารพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนา เถรวาท ได้แก่สัททาวิเสส สัททนีติ เปรียบเทียบกับหลักการทางภาษาศาสตร์ในปัจจุบัน

ระบบเสียงปาฬิประกอบด้วยสระและพยัญชนะคือ

2.1 สระ

สระ เป็นเสียงพูดประเภทหนึ่งใน 2 ประเภทใหญ่ ซึ่งได้แก่ สระ และพยัญชนะ ในทางสัททศาสตร์ สระหมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาโดยทางลมเปิด ลมต้องผ่านออกกลางลิ้นเสมอ และขณะออกเสียงเส้นเสียงจะสั่น เสียงสระจึงมักเป็นเสียงก้อง ส่วนในทางสัททวิทยาหรือระบบเสียง สระหมายถึงหน่วยทางภาษาหรือหน่วยเสียง (phoneme) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกน (nucleus) ของพยางค์

ในการเปล่งเสียงสระ ตามปกติเพดานอ่อนยกสูงขึ้นติดผนังคอปิดกั้นมิให้ลมออกทางจมูก จึงเรียกสระเหล่านั้นว่าสระที่เปล่งเสียงในช่องปาก (oral sound) แต่ในบางครั้ง ขณะเปล่งเสียงสระเพดานอ่อนลดต่ำลง พร้อมกับการเปิดทางช่องปาก ลมจึงออกทั้งทางช่องปากและช่องจมูก จึงเรียกสระประเภทนี้ว่า สระลักษณะนาสิก (nasalised vowel)

ในการบรรยายวิธีการเปล่งเสียงสระ เราอาจจำแนกความแตกต่างได้ตามตำแหน่งลิ้นภายในช่องปากเป็นสำคัญ คือ สระที่เปล่งโดยลิ้นอยู่ในบริเวณส่วนหน้าของช่องปากเรียกว่า สระหน้า หากลิ้นอยู่ในบริเวณส่วนหลังของช่องปาก เรียกว่า สระหลัง ถ้าลิ้นอยู่ในบริเวณระหว่างส่วนหน้าและส่วนหลังของช่องปากเรียกว่า สระกลาง (central vowel) นอกจากนี้เราอาจจำแนกสระตามระดับของลิ้น คือ ลิ้นยกสูง ลิ้นลดต่ำ เป็นต้น ตลอดจนพิจารณาตามลักษณะของริมฝีปาก คือ ห่อหรือเหยียดมากน้อยเพียงใด

ในทางสัททวิทยา เมื่อบรรยายสระในภาษาต่างๆ อาจใช้คำว่าสระสูง (high vowel) หรือสระปิด (close vowel) เมื่อลิ้นยกสูง

ใช้คำว่าสระต่ำ (low vowel) หรือสระเปิด (open vowel) ในกรณีที่ลิ้นลดต่ำ และสระกลาง (mid vowel) หมายถึง สระลิ้นระดับกลาง

นอกจากนี้สระลักษณะนาสิก (nasalised vowel) อาจจัดกลุ่มเป็นสระนาสิก (nasal vowel) ได้ในลักษณะตรงข้ามกับสระที่เปล่งเสียงในช่องปาก (oral vowel)

2.1.1 เสียงสระในปาฬิ

เสียงสระในปาฬิจำแนกออกได้ตามตำแหน่งหน้า-หลังของลิ้น คือ สระหน้า สระกลาง หรือสระหลัง และตามระดับสูง-ต่ำของลิ้น คือ สระสูง สระกลาง หรือสระต่ำ ตลอดจนจำแนกออกตามลักษณะของริมฝีปาก คือ ห่อ หรือไม่ห่อ ได้ดังนี้

1.
สระ อะ     a
 [a], aṃ [ã] สระกลาง-ต่ำ
 เสียงสั้น ปากไม่ห่อ
2.
สระ อา    ā
 [] สระกลาง-ต่ำ  เสียงยาว ปากไม่ห่อ
3. สระ อิ     i 
 [i], iṃ [ĩ] สระหน้า-สูง
 เสียงสั้น ปากไม่ห่อ
4. สระ อี     ī
 [] สระหน้า-สูง  เสียงยาว ปากไม่ห่อ
5. สระ อุ     u
 [u] สระหลัง-สูง  เสียงสั้น ปากห่อ
6.
สระ อู     ū
 [], uṃ [ũ] สระหลัง-สูง  เสียงยาว ปากห่อ
7.
สระ เอ    e 
[] หรือ [] สระหน้า-กลาง
 เสียงยาวหรือเสียงกึ่งยาว ปากไม่ห่อ
8.
สระ โอ    o
[] หรือ []   สระหลัง-กลาง
 เสียงยาวหรือเสียงกึ่งยาว
ปากห่อ


ภาพที่ 17 : เสียงสระในปาฬิ



2.2 พยัญชนะ  

ในทางสัททศาสตร์ เสียงพยัญชนะหมายถึงเสียงที่เปล่งออกมาโดยมีอวัยวะในการเปล่งเสียงหรือ ฐานกรณ์ (articulators) ดัดแปลงลมในช่องทางเดินเสียงในลักษณะต่างๆ เช่น ปิดสนิทกักลมไว้ ปล่อยให้ลมผ่านออกมาได้ ทั้งนี้ลมอาจผ่านออกกลางลิ้นหรือข้างลิ้นในลักษณะเสียงเสียดแทรกหรือเสียง เปิด ลมที่ผ่านออกมา อาจเป็นเสียงก้องหรือไม่ก้องก็ได้

ในทางสัททวิทยา พยัญชนะ หมายถึง หน่วยทางภาษาซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของพยางค์ปรากฏหน้าหรือหลังสระซึ่งเป็นแกนของพยางค์

จากเกณฑ์การพิจารณาพยัญชนะดังกล่าวข้างบนนี้ในทางสัททศาสตร์ เสียงบางเสียงเช่น [j] มีคุณสมบัติทางสัททศาสตร์เช่นเดียวกับเสียงสระ ได้แก่ [i] แต่ในทางสัททวิทยา เสียงนี้หากปรากฏในตำแหน่งขอบพยางค์คือ ในตำแหน่งต้นหรือท้ายพยางค์ เสียงประเภทนี้จะทำหน้าที่เป็นพยัญชนะและมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น เสียงกึ่งสระ (semi-vowel) เสียงเปิด (approximant) เป็นต้น


 2.2.1 การจำแนกเสียงพยัญชนะ

การจำแนกเสียงพยัญชนะตามแนววิชาสัททศาสตร์ (phonetics) จะใช้ลักษณะ 3 ประการต่อไปนี้เป็นเกณฑ์คือ การจำแนกเสียงพยัญชนะโดยพิจารณาตามฐานที่เกิดของเสียง การจำแนกพยัญชนะตามสภาพของเส้นเสียง และการจำแนกเสียงพยัญชนะตามลักษณะของการเปล่งเสียง

2.2.1.1  การจำแนกเสียงพยัญชนะโดยพิจารณาฐานที่เกิดของเสียง

เสียงพยัญชนะในปาฬิจำแนกตามฐานที่เกิดเสียงได้เป็น 8 ประเภท คือ

(1) ฐานช่องเส้นเสียง (glottal กัณฐชะ) หมายถึง พยัญชนะที่มีฐานกรณ์อยู่ที่ช่องเส้นเสียง ได้แก่  h [ɦ]

(2) ฐานเพดานอ่อน (velar กัณฐชะ15) หมายถึง พยัญชนะที่เปล่งเสียงโดยมีฐานเพดานอ่อน และกรณ์ คือ ลิ้นส่วนหลัง ได้แก่  k [k],   kh [],   g [g],  gh [],  [ŋ]  

(3) ฐานเพดานแข็ง (palatal ตาลุชะ15) หมายถึง พยัญชนะที่เปล่งเสียงโดยใช้กรณ์ คือ ลิ้นส่วนหน้ากับฐานเพดานแข็ง ได้แก่  c [c],   ch [],   j ],   jh [ɟʱ],   ñ [ɲ],   y [j]  

(4) ฐานปลายลิ้นม้วน (retroflex มุทธชะ15) มีฐานอยู่ที่ส่วนหลังของปุ่มเหงือกหรือส่วนหน้าของเพดานแข็ง หมายถึง พยัญชนะที่เปล่งเสียงโดยใช้ปลายลิ้นเป็นกรณ์ม้วนขึ้นไปแตะหรือใกล้ฐานหลัง ปุ่มเหงือกหรือหน้าเพดานแข็ง ได้แก่  [ʈ],   ṭh [ʈʰ],   [ɖ],   ḍh [ɖʱ],   [ɳ],   r [ɻ],   [ɭ]

(5) ฐานฟัน (dental ทันตชะ15) หมายถึง พยัญชนะที่เปล่งเสียงโดยใช้กรณ์คือ ปลายลิ้นกับฐาน คือ ฟันบน ได้แก่  t [],   th [t̪ʰ],   d [],   dh [d̪ʱ],   n [],   s [],   l []

(6) ฐานริมฝีปาก  (bilabial โอฏฐชะ15) หมายถึง พยัญชนะที่เปล่งเสียงโดยใช้ริมฝีปากทั้งคู่ เป็นฐานและกรณ์ ได้แก่  p [p],   ph [],   b [b],   bh [bʱ],   m [m]

(7) ฐานริมฝีปากกับฟัน (labio-dental ทันโตฏฐชะ15) หมายถึง พยัญชนะที่เปล่งเสียงโดยใช้ริมฝีปากล่างกับฐาน คือ ฟันบน ได้แก่  v [ʋ]

ในการออกเสียงพยัญชนะตามฐานที่เกิดเสียงทั้งหมดนี้ จะต้องมีการปรับสภาพของเส้นเสียงด้วย

(8) ฐานช่องจมูก (nasal cavity นาสิกา15) หมายถึง เสียงนิคคหิต  (  ํ ) = ̃ ] ช่องจมูกที่เป็นทางเดินลมของสระสั้น 3 เสียง ซึ่งเป็นเสียงสระลักษณะนาสิก ได้แก่  /iṃ/ [ĩ],   /aṃ/ [ã]   และ   /uṃ/ [ũ]


2.1.1.2 การจำแนกเสียงพยัญชนะตามสภาพของเส้นเสียง

เสียงพยัญชนะในปาฬิอาจจำแนกออกได้ตามลักษณะการทำงานของเส้นเสียงในสภาพที่แตกต่าง กันเป็น 2 ชนิด คือ เสียงไม่ก้องหรืออโฆสะ (voiceless sound) และเสียงก้องหรือโฆสะ (voiced sound) ดังนี้

เส้นเสียงสามารถทำงานใน ลักษณะคล้ายริมฝีปากคืออาจจะอยู่ห่างจากกัน หรือที่เรียกว่าเส้นเสียงเปิด ลมที่ผ่านเส้นเสียงในลักษณะนี้มีลักษณะเป็นลมหายใจ (breath) เส้นเสียงจะไม่สั่นจึงเรียกว่าเสียงไม่ก้องหรือเสียงอโฆสะ (voiceless sound) ตรงข้ามกับกรณีที่เส้นเสียงเข้ามาประชิดกัน และมีความตึงพอเหมาะ เมื่อมีลมผ่านก็จะดันให้เส้นเสียงเปิดออก ในขณะเดียวกันความตึงของเส้นเสียงก็จะดึงให้เส้นเสียงเข้ามาประชิดกันอีกจน ทำให้มีการเปิดและปิดเป็นจังหวะที่เรียกว่า เส้นเสียงสั่น หรือเสียงก้อง หรือเสียงโฆสะ (voiced sound)

ตัวอย่างพยัญชนะเสียงอโฆสะ เช่น  
p [p],   ph [],   t [],   th [t̪ʰ],   s []  

ตัวอย่างพยัญชนะเสียงโฆสะ เช่น
b [b],   bh [],   d [d],   m [m],   n [],   l [l̪]   


2.2.1.3 การจำแนกเสียงพยัญชนะตามลักษณะการออกเสียง

เสียงพยัญชนะในปาฬิจำแนกตามลักษณะการเปล่งเสียง กล่าวคือ การดัดแปลงลมในช่องทางเดินเสียงขณะที่ออกเสียงพูด ทำให้เกิดเสียงลักษณะต่างๆ ได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้

(1) เสียงกัก (stop) เสียงที่เกิดจากการออกเสียงโดยมีการกักลมในช่วงที่กรณ์เข้าประชิดฐานอย่าง สนิท (complete closure) ในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อกรณ์แยกออกจากฐาน คือช่วงการเปิดช่องทางเดินเสียง ถ้าเป็นเสียงระเบิด (plosive) ลมก็จะระเบิดออกมา เช่น  p [p], t [],  b [b]  เสียงระเบิดมีลักษณะที่แตกต่างจากเสียงกัก คือ ในช่วงหลังการกักลม เสียงกักบางประเภทอวัยวะในการเปล่งเสียง เพียงแต่แยกออกจากกัน แต่ไม่มีเสียงระเบิดตามมา แต่บางเสียงมีกระแสลมตามออกมาหลังการระเบิด จึงเรียกว่า เสียงกักที่มีกลุ่มลมหรือเสียงธนิต (aspirated stop) เช่น  เสียง  ph [],  th [t̪ʰ],  bh [] เป็นต้น  ส่วนเสียงกักที่ไม่มีกลุ่มลมตามมาเรียกว่า เสียงกักไม่มีลม หรือ เสียงสิถิล (unaspirated stop) เช่น เสียง  p [p],  t [],  b [b]  เป็นต้น

(2) เสียงเสียดแทรก (fricative) คือเสียงที่เกิดจากการออกเสียงโดยฐานและกรณ์ประชิดกันก่อให้เกิดช่องทางเดิน เสียงที่แคบ กระแสลมผ่านออกมาจะเป็นเสียงซ่า หรือเสียงเสียดแทรกในปาฬิมี 2 เสียง ได้แก่  s [] , h [ɦ]

(3) เสียงนาสิก (nasal) เสียงที่เกิดจากการกักลมให้สนิทในปาก เพดานอ่อนลดต่ำลงทำให้ลมผ่านขึ้นไปทางช่องจมูกได้ เช่น  m [m],  n [],  [ŋ]  เป็นต้น และในกรณีที่เป็นเสียงสระ หากเปิดช่องจมูกพร้อมกันไปกับการออกเสียงสระก็จะได้เสียงสระลักษณะนาสิกที่แทนด้วยนิคคหิต (˚) = [  ̃]  เช่นในคำ กึ  /kiṃ/  [kĩ]

เสียงลักษณะนาสิกนี้เกิดขึ้นได้กับสระเสียงสั้น 3 เสียง คือ  [a],  อิ [i],  อุ [u]  เป็น [ĩ],   [ã],  [ũ]  เสียงลักษณะนาสิกที่เกิดกับสระนี้ในภาษาไทยไม่มี คนไทยจึงออกเสียงลักษณะนาสิกนี้เป็นเสียงสระกับพยัญชนะนาสิกฐานเพดานอ่อน [ŋ]  สะกด เช่น เอตํ  /etaṃ/ [etã]  แต่คนไทยมักจะออกเสียงว่า  เอตัง [etaŋ]

(4) เสียงเปิด หรือ เสียงกึ่งสระ (approximant / semi-vowel) เสียงเปิดทำหน้าที่เป็นพยัญชนะ คือเสียงที่เกิดจากการออกเสียงในลักษณะที่ฐานกรณ์อยู่ใกล้กันไม่มากนัก ทำให้กระแสลมผ่านช่องปากออกไปโดยสะดวก เช่นเดียวกับการเปล่งเสียงสระ ถ้าเสียงนี้ทำหน้าที่เป็นเสียงขอบพยางค์ (marginal sound) หรือเป็นพยัญชนะ เราจะเรียกว่า เสียงเปิด (approximant) หรือ เสียงกึ่งสระ (semi-vowel) คือมีคุณลักษณะเป็นเสียงสระ แต่ทำหน้าที่เป็นพยัญชนะ เช่น เสียง  [j]  ใน  yo  [joː] และเสียง [ʋ] ใน vo [ʋoː] คำ yo [joː] และ vo [ʋoː] เริ่มออกเสียงในช่วงสั้นๆ ในลักษณะช่องทางเดินเสียงเปิดเช่นเดียวกับสระ i [i]  แล้วจึงเลื่อนไปยังเสียงสระ o [oː] ที่เป็นแกนพยางค์ ทำให้เกิดเสียง y [j] ซึ่งมีกรณ์คือ ลิ้นส่วนหน้ายกขึ้นสูงไปยังฐานเพดานแข็ง ริมฝีปากเหยียดเส้นเสียงสั่น [j] เป็นเสียงพยัญชนะของอักษร y ในปาฬิ ส่วนคำ vo [ʋoː] เริ่มออกเสียงในช่วงสั้นๆ ในลักษณะช่องทางเดินเสียงเปิดเช่นเดียวกับสระ u [u] แล้วจึงเลื่อนไปยังสระ o [oː] ที่เป็นแกนพยางค์ทำให้เกิดเสียง v [ʋ] ซึ่งมีกรณ์คือลิ้นส่วนหลังยกขึ้นสูงไปยังฐานเพดานอ่อน ริมฝีปากห่อเส้นเสียงสั่น [ʋ] เป็นเสียงพยัญชนะของอักษร v ในปาฬิ

สรุปว่าเสียง “กึ่งสระ” หรือ “อัฑฒสระ” คือเสียงที่มีลักษณะการออกเสียงเช่นเดียวกับเสียงสระ แต่มีหน้าที่พยัญชนะ หรือเป็นเสียงขอบพยางค์ คือเกิดในช่วงสั้นๆ ของพยางค์ ซึ่งในไวยากรณ์ปาฬิ เรียกว่า อัฑฒสระพยัญชนะ ได้แก่  y [ j],  v [ʋ],  r [ɻ ],  l [ l ̪],  ḷ [ɭ ]  เป็นต้น

(5) เสียงเปิดข้างลิ้น (lateral approximant) คือเสียงที่เกิดจากการออกเสียงในลักษณะที่ลมออกข้างลิ้น คือกรณ์เข้าประชิดฐานโดยสนิท แต่ส่วนข้างของลิ้นจะอยู่ห่างจากฐานในลักษณะเปิดให้กระแสลมออกมาได้สะดวก จากคำจำกัดความนี้ ในปาฬิมีอยู่ 2 เสียง คือ l [l̪] ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากปลายลิ้นยกขึ้นไปแตะฟันบนและข้างลิ้นลดลง และเสียงลิ้นม้วน ḷ [ɭ ] ซึ่งปลายลิ้นม้วนขึ้นไปแตะหลังปุ่มเหงือกหรือหน้าเพดานแข็ง และข้างลิ้นเปิด

(6) เสียงเปิดลิ้นม้วน (retroflex approximant) คือเสียงที่เกิดจากการม้วนลิ้นขึ้นไปใกล้ฐานส่วนหลังของปุ่มเหงือกหรือส่วน หน้าของเพดานแข็งในลักษณะเปิดให้กระแสลมออกมาได้สะดวก ได้แก่ r [ɻ ]  (ดูข้อ 3.2 หน้า 28)


ระบบเสียงสระในปาฬิ

ในระบบ เสียงปาฬิจะมีหน่วยเสียงสระอยู่รวม 11 หน่วยเสียง เป็นหน่วยเสียงสระนาสิก (nasal vowel) 3 หน่วยเสียง ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป และหน่วยเสียงสระทั่วไปที่เปล่งเสียงในช่องปาก (oral vowel) 8 หน่วยเสียง คือ  อะ อา อิ อี  อุ อู เอ โอ ซึ่งเขียนด้วยอักษรโรมันเป็น a  ā  i  ī  u  ū  e  o โดยมีเครื่องหมาย ( – ) เหนือตัวอักษรแสดงว่าเป็นสระเสียงยาว ถือว่าเป็นคนละหน่วยเสียงกับสระเสียงสั้น ซึ่งมีอยู่เป็นคู่กันรวม 3 คู่ เป็น 6 หน่วยเสียง คือ  a /a/ - ā /aː/, i /i/ - ī /iː/, u /u/ - ū /uː/

ส่วนตัวอักษร  e  o  แทนหน่วยเสียงสระยาวรวม 2 หน่วยเสียง /e/, /o/ แต่ละหน่วยเสียงจะมีรูปย่อยหน่วยเสียงเป็นเสียงสระยาว [eː], [oː] หรือเสียงสระกึ่งยาว [eˑ], [oˑ] ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะพยางค์และเสียงแวดล้อมในพยางค์ ดังนี้

เอ e ในพยางค์เปิด คือ พยางค์ที่ลงท้ายด้วยสระ จะเป็นเสียงสระยาว  เอ [eː]  เช่นในคำ เม /me/ = [meː]  ส่วนในพยางค์ปิด คือ พยางค์ที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ จะเป็นเสียงสระกึ่งยาว  เอ [eˑ]  เช่นพยางค์  /met-/ = [meˑt̪]  ในคำ เมตตา  /mettā/ = [meˑt̪t̪aː]

ในทำนองเดียวกัน โอ o ในพยางค์เปิด คือพยางค์ที่ลงท้ายด้วยสระ จะเป็นเสียงสระยาว  โอ []  เช่นในคำ โส  /so/ = [soː]  ส่วนในพยางค์ปิด จะเป็นเสียงสระกึ่งยาว  โอ [oˑ]  เช่น พยางค์ /oˑṭ/ = [oˑʈ]  ในคำ โอฏฺ  /oṭṭha/ = [oˑʈʈʰa]


หน่วยเสียงสระในปาฬิ

ดังได้กล่าวแล้วว่าในระบบเสียงปาฬิมีหน่วยเสียงสระทั่วไป 8 หน่วยเสียง และมีหน่วยเสียงสระลักษณะนาสิกอีก 3 หน่วยเสียง

หน่วย เสียงสระ หมายถึง เสียงที่ทำหน้าที่เป็นแกน (nucleus) ของพยางค์ เป็นเสียงที่มีความสำคัญ คือ แยกความหมายของคำได้  ดังในตัวอย่างคำคู่เทียบเสียง 4 คู่ ต่อไปนี้

ภาพที่ 21 : หน่วยเสียงสระทั่วไป
 

คู่ ที่ 4  e กับ o เป็นสระเสียงยาว จัดเป็นหน่วยเสียง 2 หน่วยเสียง เพราะสามารถแยกความหมายของคำได้ แต่เนื่องจากเสียงสระยาวกับสระกึ่งยาว  [eː - eˑ], [oː - oˑ] 2 คู่นี้ แต่ละคู่เป็นเสียงที่คล้ายคลึงกัน และปรากฏในตำแหน่งที่มีเสียงแวดล้อมสับหลีกกัน (complementary distribution) จึงจัดให้เป็น 2 รูปย่อยของหน่วยเสียงเดียวกัน กล่าวคือ หน่วยเสียง /e/ ประกอบด้วยเสียงที่เป็นรูปย่อยหน่วยเสียง 2 รูป คือ  [eː , eˑ]  และหน่วยเสียง /o/ ประกอบด้วยเสียงที่เป็นรูปย่อยหน่วยเสียง 2 รูปคือ [oː , oˑ]

หน่วยเสียงสระนาสิก ซึ่งเขียนด้วยอักษรโรมันเป็น ṃ แทน นิคคหิต (˚) (=[ ̃]) ในปาฬิ โดยจะเขียนไว้ข้างหลังสระ ซึ่งเป็นสระเสียงสั้น 3 เสียง คือ  iṃ [ĩ],  aṃ [ã]  และ  uṃ [ũ] จัดเป็น 3 หน่วยเสียง เนื่องจากสามารถแยกความหมายของคำชุดเทียบเสียงซึ่งประกอบด้วยคำ 3 คำในตัวอย่างต่อไปนี้ได้ คือ

กึ - กํ - กํุ  /kiṃ – kaṃ– kuṃ/  [kĩ – kã – kũ]

ในประเทศศรีลังกาและประเทศไทยส่วนใหญ่จะออกเสียงนิคคหิตนี้เป็นเสียงนาสิกฐาน เพดานอ่อน คือ [ŋ] ตัวอย่าง 3 คำนี้จะออกเสียงเป็น กิง - กัง - กุง /kiṅ - kaṅ - kuṅ/ [kiŋ - kaŋ - kuŋ]


การออกเสียงสระ  เอ  /e/ , โอ /o/ ในปาฬิ

หน่วยเสียงยาว ในที่นี้ได้อธิบายลักษณะพิเศษของหน่วยเสียง สระยาว เอ /e/, โอ /o/ ในปาฬิว่าเป็น 2 หน่วยเสียง แต่ละหน่วยเสียงจะมีรูปย่อยหน่วยเสียง 2 รูป คือ เป็นเสียงสระยาว หรืออาจจะเป็นเสียงสระกึ่งยาว (half-long) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะพยางค์และเสียงแวดล้อมในพยางค์ ดังนี้
รูปย่อยที่เป็นเสียงสระยาว [eː], [oː] จะเกิดในพยางค์เปิด คือ พยางค์ที่ไม่มีพยัญชนะท้ายหลังสระ ดังในตัวอย่าง เช่น

ภาพที่ 22 : การออกเสียงสระ เอ, โอ ในปาฬิเสียงสระ    ตัวอย่างคำปาฬิ


รูปย่อยที่เป็นเสียงสระกึ่งยาว [eˑ] และ [oˑ] จะเกิดในพยางค์ปิด หมายถึง พยางค์ที่มีพยัญชนะท้ายหลังสระ พยางค์ปิดในพระพุทธพจน์ปาฬิ จะมีลักษณะเฉพาะคือ เป็นพยางค์ที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะซ้อน คือ พยัญชนะซ้อนกัน 2 เสียง โดยเสียงแรกทำหน้าที่เป็นพยัญชนะท้าย (พยัญชนะสะกด) ของพยางค์แรก ส่วนพยัญชนะที่ตามมาจะทำหน้าที่เป็นพยัญชนะต้นของพยางค์ถัดไป

สระ e o ในปาฬิ เมื่ออยู่หน้าพยัญชนะซ้อน จึงมีรูปย่อยที่เป็นเสียงสระกึ่งยาว (half-long) [eˑ], [oˑ]  

ภาพที่ 23 : เสียงสระกึ่งยาว




สระ  เอ  /e/,  โอ  /o/  เป็นสระเดี่ยว  

่ในที่นี้จะอธิบายว่า สระ เอ /e/, โอ /o/  เป็นสระเดี่ยว ซึ่งเป็นเสียงที่อยู่ในตำแหน่งระหว่างสระ 2 เสียง ซึ่งมีฐานต่างกันดังภาพข้างล่างนี้

ภาพที่ 24 : แผนภาพแสดงตำแหน่งเสียงสระในปาฬิ
 

สระ เอ /e/ เกิดในตำแหน่งระหว่างสระ   อะ  [a]  กับ  อิ  [i]
สระ โอ /o/  เกิดในตำแหน่งระหว่างสระ  อะ  [a]  กับ  อุ  [u]

ทั้งนี้พิจารณาตามเสียงที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นหลักฐานสำคัญ ในที่นี้ถือว่าไม่ใช่สระประสม เพราะหากเป็นสระประสมจะเป็นสระเลื่อนเริ่มด้วยการออกเสียงที่สระหนึ่งและ เลื่อนไปจบที่อีกสระหนึ่ง


3. ข้อสังเกตบางประการในการใช้สัททอักษรสากลปาฬิ

ใน การแสดงระบบการออกเสียงพยัญชนะปาฬิในพระไตรปิฎกอักษรโรมันฉบับนี้ผู้เขียน ได้เลือกใช้สัททอักษรสากล (IPA) ถ่ายถอดเสียงพยัญชนะปาฬิเทียบเสียงกับอักษรโรมันไว้เป็นครั้งแรกโดยปรับปรุง จากเดิม เพื่อช่วยในการออกเสียงคำให้ถูกต้องยิ่งขึ้น สิ่งที่จัดทำใหม่เพื่อการนี้มีดังนี้

3.1 การเลือกใช้สัททอักษรแทนเสียงพยัญชนะระเบิดฐานเพดานแข็ง 4 เสียง

จากการศึกษาข้อมูลเสียงและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการบันทึกเสียงปาฬิใน พระไตรปิฎก ได้ข้อสรุปการเลือกใช้สัททอักษรแทนเสียงพยัญชนะหยุด แตกต่างออกไปจากที่ได้มีการใช้อยู่ในที่อื่นๆ ได้แก่

อักษรโรมัน
  สัททอักษรที่เลือกใช้
c   [ c ]
ch          
[ ]
j   [ ɟ ]
jh   [ ɟʱ ]

การเลือกใช้สัททอักษรสากล [c], [ɟ] มาเทียบเสียงกับหน่วยเสียงพยัญชนะ /c/, /j/ ในตารางพยัญชนะปาฬิซึ่งเกิดที่เพดานแข็ง ด้วยเห็นว่าตรงตามเกณฑ์ของการใช้สัททอักษรสากลซึ่งเลือกใช้ตัวอักษรธรรมดา ให้มากที่สุดในการถอดเสียงและตรงกับหลักเกณฑ์การออกเสียงตามฐานกรณ์ที่เกิด เสียง คือ ฐานเสียงเพดานแข็ง ดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์โบราณแสดงหลักภาษาหรือหลักไวยากรณ์ปาฬิ ชื่อว่า คัมภีร์สัททาวิเสส สัททนีติสุตตมาลาด้วย

3.2 สัททอักษรสำหรับหน่วยเสียง /r/

การจัดหน่วยเสียง /r/ เป็นหน่วยเสียงพยัญชนะเปิดปลายลิ้นม้วน (Retroflex approximant) ซึ่งออกเสียงโดยม้วนลิ้นไปทางส่วนหลังของปุ่มเหงือก โดยใช้สัททอักษร [ɻ] เทียบเสียงไว้ ตรงกับหลักเกณฑ์การออกเสียงในคัมภีร์สัททาวิเสส สัททนีติสุตตมาลา ไม่ใช่เป็นเสียงพยัญชนะเปิดฐานปุ่มเหงือก (alveolar approximant) ตามที่บางแห่งได้จัดไว้

3.3 สัททอักษรสำหรับพยัญชนะโฆสะ-ธนิต กับพยัญชนะอโฆสะ-ธนิต  

การใช้สัททอักษรสำหรับเสียงพยัญชนะโฆสะ-ธนิต (เสียงก้อง-มีลม) กับพยัญชนะอโฆสะ-ธนิต (เสียงไม่ก้อง-มีลม) มีประเด็นสำคัญคือการเลือกใช้สัญลักษณ์ [ ʰ ] และ [ ʱ ] แทนเสียงธนิต (มีลม) ซึ่งเป็นกลุ่มลมที่ตามหลังเสียงหยุดหรือเสียงระเบิด และแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

3.3.1 เสียงหยุดชนิดไม่ก้อง เมื่อออกเสียงนี้ กลุ่มลมที่ตามออกมาจะมีลักษณะไม่ก้องด้วย เช่น เสียง [kʰ], [t̪ʰ] เทียบได้กับเสียง /kh/, /th/ อักษรโรมัน ตามลำดับ

3.3.2  เสียงหยุดชนิดก้อง เมื่อออกเสียงนี้ กลุ่มลมที่ตามออกมาจะมีลักษณะก้องด้วย เช่น เสียง [gʱ], [bʱ] เทียบได้กับเสียง /gh/, /bh/ อักษรโรมัน ตามลำดับ


3.4 เพิ่มสัญลักษณ์ประกอบสัททอักษร

จากข้อมูลเสียงปาฬิแสดงเสียงฐานฟันของพยัญชนะเสียงหยุดหรือเสียงระเบิดอย่าง ชัดเจน ดังนั้น ในชุดสัททอักษรสากลปาฬินี้จึงได้เพิ่มสัญลักษณ์  [  ̪ ]  เช่นเสียง  [t̪], [d̪]  เทียบได้กับเสียง /t/, /d/ อักษรโรมัน ตามลำดับ หรือของพยัญชนะเสียดแทรก [s̪] เทียบได้กับเสียง /s/ อักษรโรมัน หรือของพยัญชนะเปิดข้างลิ้น [l̪] เทียบได้กับเสียง /l/ อักษรโรมัน

นอกจากนี้ ในการจัดสัททอักษรสากลเพื่อเทียบเสียงนิคคหิต (  ํ )  =  /ṃ/ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงสระลักษณะนาสิก ซึ่งเกิดกับสระเสียงสั้น ได้แก่ /aṃ/, /iṃ/, และ /uṃ/ จึงได้ริเริ่มใช้เครื่องหมายเสริมสัททอักษรสากล [~] แสดงว่าเป็นเสียงลักษณะสระนาสิก (nasal vowels) ดังในตัวอย่าง เช่น  /aṃ/ [ã], /iṃ/ [ĩ], และ /uṃ/ [ũ]

ภาพที่ 25 : หน่วยเสียงลักษณะสระนาสิก
 


4. การออกเสียงพิเศษของปาฬิ : การออกเสียงพยัญชนะอัฒฑสระควบกล้ำของปาฬิ

การออกเสียงพยัญชนะควบกล้ำของปาฬิ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพยัญชนะอัฑฒสระและพยัญชนะอื่นๆ บางเสียง เมื่อเป็นส่วนประกอบของเสียงพยัญชนะควบกล้ำ ซึ่งหมายถึงพยัญชนะ 2 เสียงที่เรียงติดต่อกันโดยไม่มีเสียงสระคั่นกลาง ในพระไตรปิฎกปาฬิอักษรสยามใช้เครื่องหมาย “ยามักการ คือ  ๎ ” (แสดงเสียงคู่หรือเสียงควบ) และในบางกรณ่ีทำหน้าที่เป็นตัวสะกดในพยางค์ที่นำหน้าในคำเดียวกันด้วย ซึ่งในฉบับอักษรสยามใช้เครื่องหมาย “ไม้หันอากาศ” (แสดงเสียงสระอะ เมื่อมีตัวสะกด) ในพยางค์ที่นำหน้าในคำเดียวกันเพื่อแสดงการพิมพ์พยัญชนะเสียงควบกล้ำที่ทำ หน้าที่เป็นเสียงสะกดพร้อมกันไปด้วย พยัญชนะควบกล้ำปาฬิแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ พยัญชนะควบกล้ำที่เป็นพยัญชนะต้นคำและพยัญชนะควบกล้ำที่เกิดกลางคำระหว่าง สระ เป็นพยัญชนะสะกดควบกล้ำ

ในการเรียงพิมพ์พระไตรปิฎกอักษรโรมัน ได้ดำเนินตามการสืบทอดเสียงปาฬิในฉบับอักษรสยาม โดยได้พิมพ์สัททอักษรสากลปาฬิเทียบไว้ด้วยเพื่อช่วยให้ผู้อ่านพระไตรปิฎกปา ฬิอักษรโรมันได้ออกเสียงถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่สำคัญแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ดังกล่าวคือ

4.1 พยัญชนะควบกล้ำที่เป็นพยัญชนะต้นคำ

พยัญชนะควบกล้ำปาฬิซึ่งเกิดต้นคำเป็นพยัญชนะต้น อาจประกอบด้วยพยัญชนะอัฑฒสระหรือพยัญชนะเปิด ได้แก่ ย ร ว ล ฬ [ j ɻ ʋ l̪ ɭ ] โดยพยัญชนะเหล่านี้ จะเกิดร่วมกับพยัญชนะเสียงกัก เช่น ก ต ท ป พ [ k t̪ d p b ] เป็นเสียงพยัญชนะควบกล้ำ ดังในตัวอย่างต่อไปนี้ี้  

ภาพที่ 26 : พยัญชนะเสียงควบกล้ำต้นคำ
   
 
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลและเรียงพิมพ์ : โครงการพระไตรปิฎกสากล; อ่านสังวัธยาย : สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ.9; สัททอักษรสากลปาฬิ : ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์, 2552

4.2 พยัญชนะสะกดควบกล้ำ

พยัญชนะควบกล้ำปาฬิที่เกิดกลางคำระหว่างสระจะออกเสียงเป็นพยัญชนะสะกดต่อเนื่องไป เป็นเสียงควบกล้ำ กล่าวคือนอกจากเป็นเสียงพยัญชนะสะกดของพยางค์แรกแล้วยังทำหน้าที่ร่วมเป็น เสียงพยัญชนะต้นควบกล้ำของพยางค์ถัดไปด้วย ซึ่งเรียกว่า “พยัญชนะสะกดควบกล้ำ”

พยัญชนะสะกดควบกล้ำประเภทนี้ อาจประกอบด้วยพยัญชนะอวรรค ทั้ง 7 เสียง ซึ่งรวมพยัญชนะอัฑฒสระหรือพยัญชนะเปิด คือ ย ร ว ล ฬ [ j ɻ ʋ l̪ ɭ ] และพยัญชนะเสียงเสียดแทรก ส ห [ s̪ ɦ ]

เมื่อพยัญชนะควบกล้ำปาฬิ เกิดในตำแหน่งระหว่างสระ ส่วนที่เริ่มออกเสียงเป็นพยัญชนะควบกล้ำจะทำหน้าที่เป็นเสียงสะกดท้ายพยางค์ แรกด้วย ดังนั้น เสียงนี้จึงทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ เป็นเสียงสะกดของพยางค์แรกและต่อเนื่องไปเป็นเสียงเริ่มต้นพยัญชนะควบกล้ำใน พยางค์ถัดไป

ภาพที่ 27 : พยัญชนะสะกดควบกล้ำ เสียงควบ ตัวอย่างคำปาฬิ
   
 
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลและเรียงพิมพ์ : โครงการพระไตรปิฎกสากล; อ่านสังวัธยาย : สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ.9; สัททอักษรสากลปาฬิ : ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์, 2552

ตัวอย่างในภาพที่ 27 ไม่ใส่เครื่องหมายเชื่อมเสียง [‿] ในช่องสัททอักษรสากล ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่คุ้นเคยกับปาฬิไม่ออกเสียงตัวสะกดของพยางค์แรก ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถออกเสียงได้ถูกต้องตามหน้าที่ทั้งสองของ เสียงพยัญชนะที่เริ่มเสียงควบกล้ำ คือ เป็นเสียงสะกดข้างหลังอยู่ท้ายพยางค์แรก (เน้นด้วยสีแดง) และต่อเนื่องไปเป็นเสียงที่เริ่มต้นพยัญชนะต้นควบกล้ำในพยางค์ถัดไป ตลอดจนเชื่อมกับเสียงควบกล้ำด้วย จึงเพิ่มเครื่องหมายเชื่อมเสียงในสัททอักษรสากลสำหรับปาฬิ เช่นเดียวกับในการพิมพ์อักษรโรมัน ดังตัวอย่างในภาพที่ 28

ภาพที่ 28 :พยัญชนะสะกดควบกล้ำ พร้อมทั้งเสนอเพิ่มเครื่องหมายเชื่อมเสียง
   
 
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลและเรียงพิมพ์ : โครงการพระไตรปิฎกสากล; อ่านสังวัธยาย : สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ.9; สัททอักษรสากลปาฬิ : ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์, 2552

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างอื่นๆ เช่น เมื่อ [ɦ] มาประกอบกับพยัญชนะสะกดควบกล้ำที่เป็นพยัญชนะเปิดดังกล่าวข้างต้น และกับพยัญชนะนาสิก เช่น ญ ณ ม [ ɲ ɳ m ]

ภาพที่ 29 : ตัวอย่างเมื่อ ห มาประกอบเป็นพยัญชนะสะกดควบกล้ำ เสียงควบ ตัวอย่างคำปาฬิ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลและเรียงพิมพ์ : โครงการพระไตรปิฎกสากล; อ่านสังวัธยาย : สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ.9; สัททอักษรสากลปาฬิ : ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์, 2552
 
ตัวอย่างในภาพที่ 29 ไม่ใส่เครื่องหมายเชื่อมเสียง [‿] ในช่องสัททอักษรสากล ส่วนในภาพที่ 30 ขอเสนอการเพิ่มเครื่องหมายเชื่อมเสียง คือเป็นเสียงสะกดข้างหลังอยู่ท้ายพยางค์แรก (เน้นด้วยสีแดง) และต่อเนื่องไปเป็นเสียงที่เริ่มต้นพยัญชนะต้นควบกล้ำในพยางค์ถัดไปทำนอง เดียวกับในภาพที่ 28 ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 30 : ตัวอย่างเมื่อ ห มาประกอบเป็นพยัญชนะสะกดควบกล้ำ พร้อมทั้งเสนอเพิ่มเครื่องหมายเชื่อมเสียง 
   
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลและเรียงพิมพ์ : โครงการพระไตรปิฎกสากล; อ่านสังวัธยาย : สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ.9; สัททอักษรสากลปาฬิ : ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์, 2552
 
จากตัวอย่างต่างๆ ข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเสียงสะกดควบกล้ำมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสืบทอดเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกด้วยระบบสังคายนาตั้งแต่ พ.ศ. 1 ด้วยวิธีมุขปาฐะ และต่อมาจนมีการจารพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกที่ลังกาเมื่อ พ.ศ. 433 จนถึงการพิมพ์พระไตรปิฎกปาฬิเป็นชุดหนังสือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2436 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้้พิมพ์เครื่องหมายยามักการแสดงเสียงพิเศษในการพิมพ์พระไตรปิฎกอักษร สยามด้วย อันเป็นหลักการสำคัญของการพิมพ์ที่รักษาเสียงปาฬิที่สืบทอดพระพุทธวจนะไว้จน ถึงทุกวันนี้

เป็นที่น่าเสียดายว่าพระไตรปิฎกปาฬิอักษรไทยที่พิมพ์ต่อมาจากพระไตรปิฎกปาฬิอักษรสยามในประเทศไทย ไม่มีการพิมพ์เครื่องหมายยามักการที่สื่อเสียงพิเศษดังกล่าวแล้ว เช่น ตุเม ๎ห ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนเป็นใช้จุด (  ) พิมพ์ใต้อักษรที่เป็นพยัญชนะสะกดควบกล้ำ เป็น ตุเมฺห เป็นต้น

สำหรับการพิมพ์์ปาฬิอักษรโรมันในยุโรปก็มิได้มีการพิมพ์เครื่องหมายแสดงเสียง พยัญชนะควบกล้ำที่เป็นพยัญชนะสะกดควบกล้ำอย่างชัดเจนเช่นในอักษรสยาม เพราะเข้าใจว่าผู้ศึกษาปาฬิย่อมรู้จักการออกเสียงพยัญชนะสะกดควบกล้ำอยู่แล้ว เช่น เขียนว่า tumhe เป็นต้น การพิมพ์ทั้งในอักษรไทยและอักษรโรมันในอดีตทำให้บุคคลทั่วไปในปัจจุบันที่ ไม่ใช่นักวิชาการและศึกษาจากตำราเพียงอย่างเดียวโดยไม่ผ่านการฝึกฝนการอ่าน สังวัธยายปาฬิ ไม่สามารถออกเสียงที่ถูกต้องได้ เช่น อาจออกเสียงโดยไม่ควบกล้ำว่า ตุมฺ-เห และ tum-he จนทำให้บางแห่งเขียน ตุเมฺห เป็น ตุมฺเห ไปแล้ว ซึ่งทำให้หลักการและความสำคัญของเสียงสะกดควบกล้ำได้ถูกละเลย และต่อมาทำให้มิได้ตระหนักถึงมิติของเสียงปาฬิที่สืบทอดมาในพระไตรปิฎก

กล่าวโดยสรุป การพิมพ์พระไตรปิฎกปาฬิด้วยอักษรโรมันและใช้สัททอักษรสากลถ่ายถอดเสียงปาฬิ ได้เพิ่มความคิดเป็นข้อเสนอเรื่องการเพิ่มเสียงสะกดท้ายพยางค์แรก ซึ่งเป็นเสียงต่อเนื่องกับเสียงส่วนแรกของพยัญชนะต้นควบกล้ำในพยางค์ถัดไป ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของการพิมพ์และถ่ายถอดเสียงปาฬิที่ได้นำเสนอในบทความนี้ เพื่อรักษาการออกเสียงปาฬิในพระไตรปิฎกให้ถูกต้องต่อไป อย่างไรก็ตามบทความนี้เป็นความพยายามเบื้องต้นในการศึกษาการออกเสียงปาฬิให้ ตรงตามที่มีการสืบทอดมาในอดีต โดยยึดถือหลักการที่สำคัญต่างๆ ที่ได้อนุรักษ์ไว้ในพระไตรปิฎกปาฬิอักษรสยาม ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการอ่านปาฬิจากอักษรโรมันให้ตรงตามหลักการของพระไตรปิฎกปาฬิในพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างแท้จริง



Sign in  |  Terms  |  Report Abuse  |  Print page  |  Powered by Google Sites